วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

ประเทศไทย 4.0 Thailand 4.0 คือ

การศึกษาไทย ยุค ไทยแลนด์ 4.0

ประเทศไทย 4.0 Thailand 4.0 คือ


ประเทศไทย 4.0 Thailand 4.0 คือ




                    ห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถ้าใครติดตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวมอบนโยบายและปาฐกถาพิเศษในงานต่างๆ จะมีคำพูดใหม่ออกมาว่า จะนำพาประเทศก้าวสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0” หรือ “ไทยแลนด์ 4.0”
แล้ว “ประเทศไทย 4.0” คืออะไร เราๆ ท่านๆ ชาวบ้านร้านตลาดคงอดสงสัยไม่ได้ ว่าผู้นำประเทศกำลังจะพาพวกเราไปทางไหน และไปได้จริงหรือเปล่า
คำอธิบายเบื้องต้นที่ขยายความให้เห็นภาพได้บ้างก็คือ ประเทศไทยในอดีตที่ผ่านมามีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โมเดล “ประเทศไทย 1.0” ที่เน้นภาคการเกษตร ไปสู่ “ประเทศไทย 2.0” ที่เน้นอุตสาหกรรมเบา และก้าวสู่โมเดลปัจจุบัน “ประเทศไทย 3.0” ที่เน้นอุตสาหกรรมหนัก
ทว่า ภายใต้โมเดล “ประเทศไทย 3.0” ที่เป็นอยู่กันตอนนี้ต้องเผชิญกับดักสำคัญที่ไม่อาจนำพาประเทศพัฒนาไปมากกว่านี้ จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องสร้างโมเดลใหม่ขึ้นมาเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศและนำพาประชาชนทั้งประเทศไปสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0” ให้ได้ภายใต้ 3-5 ปีนี้
เพื่อสร้างความเข้าใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น บุคคลที่จะมาไขรหัสโมเดลใหม่นี้ได้เป็นอย่างดี คือ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้มีหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่จะมาบอกพวกเราว่า “ประเทศไทย 4.0” คืออะไร แล้วจะมีโอกาสใดในเศรษฐกิจใหม่เกิดขึ้นมาบ้าง
                                                                    *******************
ดร.สุวิทย์เริ่มต้นอธิบายว่า ดังที่ทราบกันดีว่า ยุทธศาสตร์สำคัญภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เน้นในเรื่องการพัฒนาสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ด้วยการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายใน” ขับเคลื่อนตามแนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ผ่านกลไก “ประชารัฐ”
นอกเหนือจากการต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมไว้มานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาการทำประมงแบบผิดกฎหมายไม่รายงานและไร้การควบคุม (IUU) องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทุจริตคอร์รัปชัน ความขัดแย้ง ตลอดจนรับมือกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ และวิกฤติภัยแล้งแล้ว
ภารกิจประการสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ ก็คือ การขับเคลื่อนการปฏิรูป เพื่อให้สามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามชุดใหม่ในศตวรรษที่ 21 นี้
หลายประเทศได้กำหนดโมเดลเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เพื่อสร้างความมั่งคั่งในศตวรรษที่ 21 อาทิ สหรัฐอเมริกาพูดถึง A Nation of Makers อังกฤษกำลังผลักดัน Design of Innovation ขณะที่จีนได้ประกาศ Made in China 2025 ส่วนอินเดียก็กำลังขับเคลื่อน Made in India หรืออย่างเกาหลีใต้ก็วางโมเดลเศรษฐกิจเป็น Creative Economy เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยเอง ณ ขณะนี้ยังติดอยู่ใน “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” จะเห็นได้จากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ในช่วงระยะแรก (พ.ศ.2500-2536) เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ 7-8% ต่อปี อย่างไร ก็ตาม ในช่วงระยะถัดมา (พ.ศ.2537-ปัจจุบัน) เศรษฐกิจไทยเริ่มมีการเติบโตในระดับเพียง 3-4% ต่อปีเท่านั้น
ประเทศไทยจึงมีอยู่แค่ 2 ทางเลือก หากเราปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจได้สำเร็จ ประเทศไทยจะกลายเป็น “ประเทศที่มีรายได้ที่สูง” แต่หากทำไม่สำเร็จ ก้าวข้ามกับดักนี้ไปไม่ได้ ประเทศไทยก็จะตกอยู่ในภาวะที่เรียกกันว่า “ทศวรรษแห่งความว่างเปล่า” ไปอีกยาวนาน
สร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศ
หากย้อนหลังไปในอดีต ประเทศไทยเองก็มีการปรับโมเดลเศรษฐกิจอยู่หลายครั้ง เริ่มจาก “โมเดลประเทศไทย 1.0” ที่เน้นภาคการเกษตร ไปสู่ “โมเดลประเทศไทย 2.0” ที่เน้นอุตสาหกรรมเบา และก้าวสู่ “โมเดลประเทศไทย 3.0” ในปัจจุบันที่เน้นอุตสาหกรรมหนัก
อย่างไรก็ดี ภายใต้ “โมเดลประเทศไทย 3.0” นั้น นอกจากต้องเผชิญกับกับดักประเทศรายได้ปานกลางแล้ว เรายังต้องเผชิญกับ “กับดักความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่ง” และ “กับดักความไม่สมดุลในการพัฒนา” กับดักเหล่านี้เป็นประเด็นที่ท้าทายรัฐบาล ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อก้าวข้าม “ประเทศไทย 3.0” ไปสู่ “ประเทศไทย 4.0”
“ประเทศไทย 4.0” เป็นความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” กล่าวคือ ในปัจจุบัน เรายังติดอยู่ในโมเดลเศรษฐกิจแบบ “ทำมาก ได้น้อย” เราต้องการปรับเปลี่ยนเป็น “ทำน้อย ได้มาก” นั่นหมายถึงการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยใน 3 มิติสำคัญ คือ
1. เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” 2.เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม 3.เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้า ไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น
“ประเทศไทย 4.0” จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านทั้งระบบใน 4 องค์ประกอบสำคัญ คือ
1.เปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional Farming) ในปัจจุบัน ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) โดยเกษตรกรต้องร่ำรวยขึ้น และเป็นเกษตรกรแบบเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur) 2.เปลี่ยนจาก Traditional SMEs หรือ SMEs ที่มีอยู่ที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ไปสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startups ที่มีศักยภาพสูง
3.เปลี่ยนจาก Traditional Services ซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่ High Value Services 4.เปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะสูง
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม
รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า “ประเทศไทย 4.0” จึงเป็นการพัฒนา “เครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจชุดใหม่” (New Engines of Growth) ด้วยการแปลง “ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ” ของประเทศที่มีอยู่ 2 ด้าน คือ “ความหลากหลายเชิงชีวภาพ” และ “ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม” ให้เป็น “ความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน”
โดยการเติมเต็มด้วยวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา แล้วต่อยอดความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบเป็น “5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย” ประกอบด้วย
1.กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech)
2.กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Health, Wellness&Bio-Med)
3.กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม (Smart Devices, Robotics & Mechatronics)
4.กลุ่มดิจิตอล เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว (Digital, IoT, Artificial Intelligence & Embedded Technology)
5.กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง (Creative, Culture & High Value Services)
ทั้ง 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย จะเป็นแพลทฟอร์มในการสร้าง “New Startups” ต่างๆมากมาย อาทิ เทคโนโลยีการเกษตร (Agritech) เทคโนโลยีอาหาร (Foodtech) ในกลุ่มที่ 1
เทคโนโลยีสุขภาพ (Healthtech) เทคโนโลยีการแพทย์ (Meditech) สปา ในกลุ่มที่ 2 เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotech) ในกลุ่มที่ 3
เทคโนโลยีด้านการเงิน (Fintech) อุปกรณ์เชื่อมต่อออนไลน์โดยไม่ต้องใช้คน (IoT) เทคโนโลยีการศึกษา (Edtech) อี–มาร์เก็ตเพลส (E–Marketplace) อี–คอมเมิร์ซ (E–Commerce) ในกลุ่มที่ 4 เทคโนโลยีการออกแบบ (Designtech) ธุรกิจไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Business) เทคโนโลยีการท่องเที่ยว (Traveltech) การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ (Service Enhancing) ในกลุ่มที่ 5 เป็นต้น
ใช้พลังประชารัฐเดินไปข้างหน้า
“ประเทศไทย 4.0” จึงเป็นการถักทอเชื่อมโยงเทคโนโลยีหลักที่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่อยู่กลางน้ำ และ Startups ต่างๆที่อยู่ปลายน้ำ โดยใช้พลัง “ประชารัฐ” ในการขับเคลื่อน
ผู้มีส่วนร่วมหลักจะประกอบด้วยภาคเอกชน ภาคการเงิน การธนาคาร มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยต่างๆ โดยเน้นตามความถนัดและจุดเด่นของแต่ละองค์กร และมีภาครัฐเป็นตัวสนับสนุน
ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ จะมีภาคเอกชน คือ กลุ่มมิตรผล บริษัท ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นโปรดักส์ และเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นแกนหลัก โดยมีภาคการเงิน คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสินสนับสนุนทางด้านการเงิน
มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยที่เน้นการวิจัยในภูมิภาคต่างๆ เป็นแกนนำในการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัย Wageningen ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยอันดับหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ มหาวิทยาลัย Purdue, UC Davis และ Cornell ซึ่งจะมีภาครัฐคอยให้การสนับสนุน เช่น กระทรวงการคลัง และสำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)
ซึ่งหนึ่งในโครงการที่กำลังผลักดันผ่านกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ การจัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) เป็นต้น
โดยทั้ง 5 กลุ่มเทคโนโลยีหลักและอุตสาหกรรมเป้าหมายใน “ประเทศไทย 4.0” เป็นส่วนหนึ่งของ “10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” (5 อุตสาหกรรมที่เป็น Extending S-Curve บวก 5 อุตสาหกรรมที่เป็น New S-Curve) ที่รัฐบาลได้ประกาศไปก่อนหน้านั้น กล่าวคือ ใน “10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” จะมีบางกลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่ยังต้องพึ่งพิงการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก อาทิ อุตสาหกรรมการบิน (Aviation)
ส่วนใน 5 กลุ่มเทคโนโลยีหลักและอุตสาหกรรมเป้าหมายใน “ประเทศไทย 4.0” จะเป็นส่วนที่ประเทศไทยต้องการพัฒนาด้วยตนเองเป็นหลัก แล้วค่อยต่อยอดด้วยเครือข่ายความร่วมมือจากต่างประเทศ ซึ่งสอดรับกับ “บันได 3 ขั้น” ของ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของ “การพึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเอง และรวมกันเป็นกลุ่มอย่างมีพลัง” นั่นเอง
ตั้งเป้าสัมฤทธิ์ใน 3–5 ปี
ดร.สุวิทย์กล่าวว่า เป้าหมายของการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ “ประเทศไทย 4.0” คือ การขับเคลื่อน 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า เป็นการเปลี่ยน “ปัญหาและความท้าทาย” ให้เป็น “ศักยภาพและโอกาส” ในการสร้างความมั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืนให้กับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
เช่น เปลี่ยนจากปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ให้เป็น สังคมผู้สูงอายุที่มีพลัง (Active Aging) การพัฒนาหุ่นยนต์ทางการแพทย์ การยกระดับเมืองให้เป็น Smart City
การเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่น ข้าว ยางพารา น้ำตาล มันสำปะหลัง ให้กลายเป็นอาหารสุขภาพ (Functional Foods) หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Nutraceutics) ที่มีมูลค่าสูง การเปลี่ยนการเกษตรแบบดั้งเดิม ให้เป็นการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) และพัฒนาระบบการบริหารจัดการและเทคโนโลยีน้ำ เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป กระบวนทัศน์ในการพัฒนาประเทศ ภายใต้ “ประเทศไทย 4.0” มี 3 ประเด็นที่สำคัญ
1.เป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศที่มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน อย่างเป็นรูปธรรม
2.เป็น “Reform in Action” ที่มีการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปการวิจัยและการพัฒนา และการปฏิรูปการศึกษาไปพร้อมๆ กัน
3.เป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “ประชารัฐ” โดยเป็นประชารัฐที่ผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ การวิจัยพัฒนา และบุคลากรระดับโลก ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของการ “รู้จักเติม รู้จักพอ และรู้จักปัน”
********************
หากแนวคิด ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ก้าวเข้าสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0” ได้จริงตามที่ ดร.สุวิทย์ ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็น่าจะเป็นหนทางที่จะนำพาให้คนไทยได้หลุดพ้นจากความยากจน เพียงแต่สถานการณ์การเมืองจำเป็นจะต้องนิ่งต่อไปอีก 1–2 ปี เพื่อที่ประเทศไทยจะได้สามารถขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาที่มีความร่ำรวยเสียที.
ที่มา http://www.admissionpremium.com/content/1377

ข้อมูลจาก ไทยรัฐhttp://www.admissionpremium.com/content/1377

ได้ฤกษ์ปรับเกณฑ์วิทยฐานะ ปฏิรูปการศึกษา ยกระดับคุณภาพ “ครูไทยž”

หมวดหมู่ : บทความ 10 กรกฎาคม 2017 เปิดอ่าน 2,017 ครั้ง
หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะและการพัฒนาข้าราชการครูแบบใหม่Ž ประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาในส่วนของการพัฒนาครูครั้งใหญ่!!
การปฏิรูปครั้งนี้ เกิดจากกระแสพระราชดำรัสผ่านพระราชหัตถเลขาของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชŽ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2555 ทรงห่วงใยคุณภาพการศึกษาชาติ ถึงการเลื่อนวิทยฐานะว่า ครูมุ่งเขียนงานวิทยานิพนธ์ เขียนตำราส่งผู้บริหาร เพื่อให้ได้ตำแหน่ง และเงินเดือนสูงขึ้น ระบบนี้ไม่ยุติธรรม ต้องเปลี่ยนŽ
พระองค์ทรงเน้นว่า ครูที่สอนดี ทั้งปริมาณ และคุณภาพ ควรจะได้รับการตอบแทนŽ
เป็นเหตุผลหลักทำให้ ศธ.เร่งสนองพระราชปณิธาน ปรับหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะ เพื่อให้ครูที่ตั้งใจสอน ครูที่อยู่ในห้องเรียน ได้รับการตอบแทนที่มีความเหมาะสมเป็นธรรม
ที่สำคัญ คือแก้ไขข้อบกพร่องของเกณฑ์วิทยฐานะเดิม มีข้อกล่าวหามาตลอดว่าทำให้ครูทิ้งห้องเรียน มีการคัดลอกผลงาน จ้างทำ หรือครูบางคนจ้างนักเรียนทำผลงาน เป็นต้น รวมถึง ยังเป็นการประเมินไม่เป็นธรรม โดยครู 1 คนใช้กรรมการผู้ประเมิน 3 คน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีครูทั้งหมด 4 แสนคน คำนวณเบื้องต้นต้องใช้กรรมการผู้ประเมินกว่า 1.2 ล้านคน จึงจะเพียงพอสำหรับการประเมินเป็นรายบุคคล แน่นอนว่า สพฐ.มีบุคลากรผู้ประเมินไม่เพียงพอ ดังนั้นคนเป็นกรรมการประเมินจึงต้องใช้วนไปมา ทำให้การประเมินไม่ยุติธรรม และใช้งบประมาณถึงปีละหลายหมื่นล้านบาท
สำหรับหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะใหม่ จะกำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง/วิทยฐานะในแต่ละระดับ คือ ชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ระดับละ 5 ปี กำหนดชั่วโมงการปฏิบัติงาน และการปฏิบัติงานอื่น โดยชำนาญการ/ชำนาญการพิเศษ ไม่น้อยกว่า 800 ชั่วโมงต่อปี เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ไม่น้อยกว่า 900 ชั่วโมงต่อปี มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่ถูกลงโทษทางวินัย จรรยาบรรณวิชาชีพ ย้อนหลัง 5 ปี นับแต่วันที่ยื่นคำขอผ่านการพัฒนาตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด มีผลงานเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ การจัดการเรียนการสอน การบริหารจัดการชั้นเรียน และการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการประเมิน เพราะผู้อำนวยการสถานศึกษาทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินตามตัวชี้วัด
ส่วนการอบรมพัฒนาครูโดยมีสถาบันคุรุพัฒนาเป็นหน่วยประสานเชื่อมโยงหน่วยงานผู้จัดหลักสูตรอบรมพัฒนาครู จะต้องมีความเชื่อมโยงกับหลักเกณฑ์วิทยฐานะ สพฐ.ได้จัดสรรงบประมาณให้ครูคนละ 1 หมื่นบาทต่อคนต่อปี เพื่อให้ครูได้เลือกหลักสูตรอบรมได้ตามความต้องการ
นอกจากนี้ เพื่อไม่ให้ครูเสียสิทธิ ยังกำหนดบทเฉพาะกาล แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1.ผู้บรรจุก่อนวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 กรณีได้ยื่นคำขอมี หรือเลื่อนวิทยฐานะ ตามหลักเกณฑ์ ว17/2552 ไว้ก่อนแล้ว และยังไม่ทราบผลการพิจารณา ถ้าผลการพิจารณาอนุมัติก็สามารถยื่นขอเลื่อนวิทยฐานะถัดไปได้ ในหลักเกณฑ์ ว17 ได้อีก 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีคุณสมบัติครบ แต่ถ้าไม่อนุมัติ ก็สามารถยื่นขอเลื่อนในหลักเกณฑ์ ว17 ได้อีก 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งมติ และกรณีคุณสมบัติครบที่จะยื่นขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะได้ หลังวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 สามารถยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์ ว17 ได้อีก 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ตนเองมีคุณสมบัติครบ และ 2.ผู้ที่บรรจุหลังวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ให้ยื่นขอตามหลักเกณฑ์ใหม่เท่านั้น
นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับหลักเกณฑ์และวิธีการวิทยฐานะแนวใหม่ เพราะเกณฑ์เก่ามีข้อเสีย และข้อบกพร่องค่อนข้างมาก ทำให้เกิดวัฒนธรรม การใช้เอกสาร ครูมุ่งทำผลงานทางวิชาการ ทิ้งการสอน และประสิทธิผลเกิดขึ้นกับตัวเด็กต่ำมาก ดังนั้นส่วนตัวเชื่อว่าหลักเกณฑ์วิทยฐานะใหม่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ทำให้ครูมีเวลาอยู่ในห้องเรียนมากขึ้น
แต่ยังมีข้อห่วงใยกรณีกำหนดให้ครูทำแผนการดำเนินงานเสนอต่อผู้อำนวยการโรงเรียน จะเป็นผู้ประเมินผลการทำงานของครูว่าตรงตามแผนงานที่กำหนดไว้หรือไม่ ตรงนี้หากได้ผู้บริหารดีก็ไม่มีปัญหา แต่หากได้ผู้บริหารไม่มีความเป็นธรรม ก็อาจทำให้การประเมินไม่มีความเป็นธรรม อีกประเด็นคือ การกำหนดให้ครูต้องผ่านการอบรมพัฒนาตัวเอง โดยจัดสรรงบให้ปีละ 1 หมื่นบาทต่อคนต่อปี ถือว่า ศธ.ต้องใช้งบในเรื่องดังกล่าวค่อนข้างมาก และอาจทำให้กลายเป็นธุรกิจจัดอบรม ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับความต้องการ และยังเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตในวงการศึกษาขึ้นอีก ขณะเดียวกันการอบรมอาจไม่มีความยั่งยืน และครูไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนได้อย่างแท้จริง
น.ส.เบญจนารถ อมรประสิทธิ์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านลำมะโกรก จ.กำแพงเพชร มองคล้ายกันว่า ภาพรวมหลักเกณฑ์ใหม่มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย เพราะมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ลงไปที่ตัวเด็ก หรือ
ผู้เรียนอย่างแท้จริง ให้ครูอยู่ในห้องเรียน นับชั่วโมงสอน ไม่ใช่ให้ครูทิ้งห้องเรียน เพื่อใช้เวลาในการทำวิทยฐานะ แต่หากจะให้เห็นผลจริงๆ ต้องอยู่ที่ขั้นตอนการปฏิบัติ ต้องรอดูผลการดำเนินการว่าจะส่งผลตามเป้าหมายหรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนที่ให้ผู้บริหารเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินผลการทำงานของครู ในแง่ดี ทำให้ครูตั้งใจทำงานมากขึ้น และผู้ที่จะประเมินได้ดีคือ ผู้อำนวยการโรงเรียน แต่หากผู้อำนวยการโรงเรียน และครู มีความขัดแย้งกัน ก็อาจทำให้เกิดการประเมินที่ไม่เป็นธรรมได้
ด้าน นางนภาพร รัตนบุรี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านหนองหว้า (ชมายนุกูล) จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า เคยผ่านขั้นตอนการทำผลงานเพื่อขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ มองว่าหลักเกณฑ์เดิมมีทั้งข้อดีข้อเสีย ส่วนตัวเองในขณะที่ทำผลงานทางวิชาการจะยึดประโยชน์เกิดขึ้นกับเด็กเป็นหลัก โดยศึกษาทั้งงานวิชาการ และเก็บข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียด และผลงานขอมีและเลื่อนวิทยฐานะก็สามารถนำมาใช้ปฏิบัติในการเรียนการสอนได้จริง ดังนั้นที่บอกว่าเกณฑ์เดิมทำให้ครูทิ้งห้องเรียนเพื่อทำผลงานวิชาการ จึงขึ้นอยู่กับส่วนบุคคลมากกว่า ขณะที่เกณฑ์ใหม่นั้น ภาพรวมเห็นด้วย เห็นผลดีจะเกิดขึ้นกับเด็กมากขึ้น มีชั่วโมงการสอนกำกับให้ครูทุ่มเทกับการทำงาน ขณะเดียวกันยังสนับสนุนส่งเสริมให้ครูพัฒนาตนเองตามความถัด ตรงนี้ถือเป็นข้อดี ทำให้ครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเรียนในสิ่งที่สนใจ
“ส่วนที่ให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเข้ามามีส่วนในการประเมินการทำงานครูนั้น คิดว่าไม่เป็นปัญหา เพราะเกณฑ์เดิมการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ ก็ต้องให้ผู้อำนวยการเซ็นรับรองอยู่แล้ว การให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเข้ามามีส่วนร่วมประเมินการทำงานของครูด้วย อาจส่งผลดีในแง่ของการทำงาน เพราะจะเป็นผู้ที่รู้ดีว่าครูคนไหนทำงานอย่างไร ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่อยากให้ครูหรือผู้กำลังจะเข้ามาเป็นครูมีความกังวลเกี่ยวกับเกณฑ์วิทยฐานะใหม่นี้มากเกินไป แต่ควรจะเตรียมความพร้อมในเรื่องการสอน ที่สำคัญต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ยึดมั่นในหน้าที่ครู เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้ดีที่สุดŽ” นางนภาพรกล่าว
ต้องติดตามว่า การ ปฏิรูปครูŽ ครั้งนี้จะช่วยยกระดับและพัฒนาวิชาชีพครูให้สูงขึ้นทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพได้จริงหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน

ที่มา ข่าวสด https://www.matichon.co.th/news/599929

หนุนอาหารกลางวันโรงเรียนเอกชนรับ 100%

หมวดหมู่ : ข่าวการศึกษา 6 กันยายน 2017 เปิดอ่าน 233 ครั้ง
“หมอธี” มอบ สช.ศึกษาแนวทางปรับแก้กฎหมายต่างๆเอื้อประโยชน์โรงเรียนเอกชน พร้อมวางแนวทางให้โรงเรียนเอกชนได้รับการสนับสนุนงบฯโครงการอาหารกลางวันแบบโรงเรียนรัฐครบ 100%
วันนี้( 6 ก.ย.)นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ว่า ประชุมได้หารือถึงการแก้ไขกฎหมายต่างๆเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน โดยเฉพาะการอุดหนุนโครงการอาหารกลางวัน100 % ในระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาเหมือนกับโรงเรียนของรัฐ ที่นักเรียนทุกคนได้รับการสนับสนุน รวมถึงสิทธิการรักษาพยาบาลของครูโรงเรียนเอกชน เพราะครูบางคนได้รับสิทธิไม่เพียงพอในการรักษาพยาบาล จึงอยากเพิ่มทางเลือกให้แก่ครูเอกชน เช่น ให้ครูออกจากการเป็นสมาชิกกองทุนสิทธิรักษาพยาบาลแล้วไปใช้สิทธิบัตรทอง เป็นต้น โดยที่ประชุมได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กลับไปศึกษารายละเอียดต่างๆ
ด้าน ดร.พะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการ กช.กล่าวว่า บอร์ด กช.ได้เห็นชอบให้แก้ไขระเบียบและประกาศการดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ โดยเปิดกว้างให้โรงเรียนเอกชนที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุน มีสิทธิกู้เงินจากกองทุนนี้ ซึ่งขณะนี้กองทุนฯมีเงินทุนหมุนเวียนอยู่ประมาณ 700 กว่าล้านบาท ส่วนการอุดหนุนอาหารกลางวันนักเรียนโรงเรียนเอกชน นั้น ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนได้รับการสนับสนุนจากโครงการอาหารกลางวัน แบ่งเป็น โรงเรียนเอกชนการกุศล ได้รับการอุดหนุน 100% จำนวน 570 โรง และ โรงเรียนทั่วไปได้รับเงินอุดหนุน 70 % จำนวน 3,034 โรง ซึ่งในกลุ่มโรงเรียนทั่วไปนี้มีเด็กระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาเพียง 28% ของเด็กทั้งหมดที่ได้รับการสนับสนุน เพราะเป็นการอุดหนุนให้เฉพาะเด็กที่ประสบภาวะทุพโภชนาการ ดังนั้น จึงอยากให้สนับสนุนครบทุกคนเหมือนภาครัฐ โดยเบื้องต้นมี 2แนวทาง คือ ศึกษาข้อกฎหมายว่า สามารถให้องค์กรปกครองส่วนท้อง (อปท.) ช่วยจัดสรรโครงการอาหารกลางวันเหมือนกับโรงเรียนรัฐได้หรือไม่ และ 2.เสนอขอเพิ่มงบประมาณส่วนนี้โดยตรง ซึ่ง สช.จะทำการศึกษาและประมาณการงบฯที่ต้องใช้ในแต่ละปีต่อไป..


ที่มา ข่าวสด https://www.dailynews.co.th/education/596619

วุ้นเส้น ขออย่าโยง! กลับมาสนิท จ๋า ไม่เกี่ยวดราม่า เจนี่

วุ้นเส้น ขออย่าโยง! กลับมาสนิท จ๋า ไม่เกี่ยวดราม่า เจนี่

วุ้นเส้น ขออย่าโยง! กลับมาสนิท จ๋า ไม่เกี่ยวดราม่า เจนี่

S! News
สนับสนุนเนื้อหา
กลายเป็นประเด็นให้คนจับมาโยงอีกแล้ว สำหรับสาวร่างเล็กอย่าง "" ที่มีตาดีแอบสังเกตเห็นว่าช่วงนี้จะกลับมาสนิทกับเพื่อนสนิทอย่างวีเจ "จ๋า ณัฐฐาวีรนุช" มากขึ้น จากคอมเม้นท์ที่แซวกันไปมา ในเวลาที่ประจวบเหมาะกับช่วงมีกระแสดราม่าระหว่างเพื่อนรัก "เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์"
ล่าสุดในงานเปิดนิทรรศการ เซ็นทรัลเวิล์ด-เซ็นทรัล อาร์ต ออฟ แบงค็อก ที่เซ็นทรัลเวิล์ด "วุ้นเส้น วิริฒิพา" ได้ออกมาเผยกับสื่อมวลชนว่า ไม่อยากให้จับเรื่องเก่าๆ มาโยงกัน เพราะมันจบไปแล้ว ส่วนสาเหตุที่เจนี่ไม่ได้ไปรวมกลุ่มแก๊งนางฟ้านั้นเพราะอีกฝ่ายต้องบินไปทำงานที่ต่างประเทศ พร้อมอุบอวยพรวันคล้ายวันเกิดเจนี่ ขอให้เป็นเรื่องระหว่างเพื่อนในกลุ่มดีกว่า
ทริปล่าสุดไปไหนกันมา ?
"ไปงานของเจนสุดามา เปิดคอลเลคชั่นใหม่ที่ จ. พังงา แล้วไปพังงาเสร็จก็ไปกระบี่ต่อ ถือว่าเป็นทริปที่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ"
เหมือนเป็นการรวมตัวแก๊งนางฟ้าเลย ?
"ใช่ นานๆ ได้รวมตัวกันที แต่ละคนก็พยายามจัดสรรเวลากันมาก จริงๆ ระยะทางที่ไปก็ใช้เวลาเยอะ มีทั้งนั่งรถนั่งเรือ แต่ก็ไปด้วยใจกันจริงๆ"
แต่ขาดไปคนนึง ?
"อ๋อ ติดงานค่ะ วุ้นไม่รู้จะตอบแทนเขายังไง แต่ว่าติดงาน วุ้นไม่ทราบว่าคุยกันอะไรบ้าง แต่ตัววุ้นที่ไปคือ งานมันมีอยู่ใกล้ๆ และเวลาลงตัว จริงๆ มีการนัดล่วงหน้า แต่ว่ากว่าจะเคลียร์คิวกันได้ก็ใช้เวลาเหมือนกัน ที่ไปนี่จริงๆ ก็ไม่ใช่การไปเที่ยวโดยตรงนะคะ แต่ว่าเจนสุดาคอลเลคชั่นใหม่เขาเป็นเสื้อผ้าแบบชายหาด เขาเลยเลือกไปเปิดที่โน่นเลย"
บิกินี่แซ่บทุกคน ?
"อายุขนาดนี้ก็ลงรูปแบบนั้นบ้างก็ได้ จริงๆ เราก็เข้าใจว่าไอจีเป็นสาธารณะก็จริง แต่ไปทะเลเราก็อยากจะลงอะไรที่มันเป็นไลฟ์สไตล์ที่อยากทำจริงๆ ไปทะเลก็ใส่ชุดว่ายน้ำแค่นั้นเองไม่ได้คิดอะไรมาก แรกๆ ที่คิดว่าจะลงรูปได้ไหมนะเพราะสมัยนี้ดราม่ามันเยอะ แต่จริงๆ ก็รู้สึกว่าชีวิตเราไม่ได้เดือดร้อนใครเนาะ จริงๆ มีรูปแซบกว่านั้นอีกนะ แต่ดูก่อนว่าจะลงรึเปล่า"
พอได้รวมตัวกันได้คุยเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นไหม ?
"ก็นิดหน่อย อัพเดทอะไรต่างๆ มากกว่า ไม่ได้เน้นพูดคุย เพราะเจนเขาก็ไปทำงานจริงๆ ส่วนใหญ่ก็มีเวลาน้อย วุ้นเองก็อยู่แค่คืนเดียวเลยเน้นเที่ยวกันมากกว่า ถามว่าตอนนี้สบายใจขึ้นไหมมันก็สบายใจ แต่ว่ามันก็ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ถ้าอะไรที่มันเหมือนเดิมเราก็น่าจะสบายใจกว่านี้ แต่ตอนนี้เราไม่อยากพูดเยอะแล้ว ปล่อยให้เราใช้เวลากันไปดีกว่า"
สถานการณ์คลี่คลายลงบ้างไหม ?
Advertisement
"จริงๆ มันเป็นเรื่องของเราสองคน คนอื่นก็คงเหมือนเดิมกันหมด หมายถึงทั้งสองฝ่ายเลยนะคะ ไม่มีใครต้องเข้าข้างใครเราโตกันแล้ว"
ถามถึงเรื่องที่จ๋า ณัฐฐาวีรนุช เข้ามาคอมเม้นท์ชวนไปเที่ยว ?
"เราคุยกันเรื่อยๆ อยู่แล้ว และตอนนี้เขาทำรายการเขาเลยชวนไปทำกับเขาหน่อย ให้ไปเป็นแขกรับเชิญ ก็จะมีเข้ามาแซวปกติ ส่วนที่หลายคนมองว่าจะกลับมาสนิทกันเหมือนเดิมไหม วุ้นมองว่าเราเป็นเพื่อนกันเรื่อยๆ อยู่แล้ว วุ้นมีเพื่อนหลายกลุ่มมากเกินไป (หัวเราะ) แต่กับพี่จ๋าเราคุยกันเรื่อยๆ อยู่แล้ว เวลาเจอกันค่อนข้างน้อยเพราะเขาต้องทำงาน เอาง่ายๆ แค่กลุ่มเราเองยังหาเวลารวมตัวเจอกันยากเลย"
หลายคนมองว่าจ๋าติดแฮชแท็กทีมวุ้น ?
"มันไม่มีใครทีมใครหรอก  มันเป็นเรื่องของเราที่รู้กันอยู่สองคน วุ้นไม่ได้อยากให้ใครอยู่ทีมใคร"
จ๋าเข้ามาคอมเม้นท์ช่วงที่เกิดเหตุการณ์กับเจนี่กลัวคนจะจับโยงไหม ?
"ก็นี่ไง ถูกจับโยงอยู่ จริงๆ พี่จ๋าเขาไม่ได้คิดอะไรนะ เขาคอมเม้นท์เรื่อยๆ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่มีประเด็นอะไรเลยไม่เป็นข่าว แต่พอมีเรื่องเลยโดนโยง แต่อย่าโยงเขามาเลย เพราะเขาลอยตัวไปไกลแล้ว เขาแค่อยากเข้ามาทักทายตามประสาเพื่อนมากกว่าไม่มีอะไรหรอก"
จ๋าเขาก็เคยเป็นแฟนกับกึ้ง ?
"(หัวเราะ) เขาก็เป็นเพื่อนเรา ส่วนอีกคนก็เป็นเพื่อนเรา แต่มันผ่านไปแล้วค่ะ เราขออยู่ของเราเงียบๆ ดีกว่า"
เราผ่านมาทุกสงครามเลย ?
"(หัวเราะ) ยังอยู่ค่ะ ยังไม่ตาย ก็ผ่านมาได้ วุ้นว่าทุกอย่างมันมีเหตุผลเสมอ วุ้นคิดใยแง่ดี หลังจากนี้ถ้าเจออะไรที่ทุกข์ใจมากๆ มันก็มักจะเจออะไรใหม่ๆ ที่ดีเสมอ วุ้นก็ให้กำลังใจตัวเองไป"
ในไอจีเรายังมีคอมเม้นท์ดราม่าอยู่ไหม ?
"ไม่มีแล้วค่ะ ขอบคุณมากเลย มันมีแค่ 2-3 วันแรกที่เป็นกระแส หลังจากนั้นก็ต่างคนต่างความคิด ใครจะวิเคราะห์ยังไงก็ได้ แล้วแต่เลยค่ะ เพราะเรารู้ตัวดีที่สุด"
วันนี้วันเกิดเจนี่ ได้อวยพรรึยัง ?
"ก็ตอนนี้ยังทำงานอยู่เลย ยังไม่ได้คุยอะไรมากมาย ยังไม่รู้ว่าจะยังไง แต่ขอเป็นเรื่องที่เราคุยกับเพื่อนๆ กันเองได้ไหม มันจะสะดวกกว่า วุ้นไม่อยากให้เป็นประเด็นอะไรอีกแล้ว ถามว่าจะมีส่งข้อความไหม มันเป็นเรื่องเซนซิทีฟนิดนึงนะ เอาไว้มีโอกาส แต่วุ้นก็ยังเป็นเพื่อนเขาเสมอ มีแต่ความรู้สึกดีๆ อย่าไปคิดอะไรกันเยอะค่ะ"
ที่มา ข่าวสด

Unordered List

Sample Text

Blog Archive

ค้นหาบล็อกนี้

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ประเทศไทย 4.0 Thailand 4.0 คือ การศึกษาไทย ยุค ไทยแลนด์ 4.0 ประเทศไทย 4.0 Thailand 4.0 คือ วันที่เวลาโพส 24 ก.ย. 59 17:...

Popular Posts

Recent Posts

Text Widget